จาก ‘หูฉลาม’ ถึงการ ‘ล้างผลาญ’ ทะเล

ความตายของฉลามกว่า 100 ล้านตัว เพื่อแลกเปลี่ยนกับซุปชูกำลังถ้วยละ 300 บาท นี่เป็นภาพสะท้อนหนึ่งถึง “ความวิบัติ” ของห้วงมหาสมุทรที่กำลังถูก “ผลาญ” ในวันนี้ โดยยิ่งไปกว่านั้น “สมุทรไทย”

ด้วยความละเอียดรอบคอบตั้งแต่การเตรียมพร้อมวัตถุดิบ ตั้งแต่ตากแห้ง นำไปต้มจนถึงเปื่อยยุ่ย และหลังจากนั้นก็ค่อยขูดหนังทิ้งเหลือแค่กระดูกอ่อน นำไปปรุงกับน้ำซุปเหนียวหนืดข้น ชิ้นเนื้อไก่ หรือหมู แล้วก็เครื่องยาจีน ยิ่งทำให้ รายการอาหารอายุวัฒนะตามความเชื่อถือของคนจีนโบราณอย่าง “หูฉลาม” ยิ่งแพงมากยิ่งขึ้นไปอีก

แต่ว่าคนไหนจะทราบ…

ก้านครีบสีนวลตาชุ่มฉ่ำน้ำซุปใสในถ้วยกระเบื้องเขียนลายบนโต๊ะจัดเลี้ยงนั้นมีอะไรใต้ท้องน้ำที่สมุทรจะต้อง “แลกเปลี่ยน” ไปบ้าง

เรื่องเศร้าความอร่อย

“หูฉลามกว่าปริมาณร้อยละ 72 ถูกเสิร์ฟในงานมงคลสมรส”

“อีกราวจำนวนร้อยละ 61 จัดขึ้นโต๊ะในวันรวมเครือญาติ”

 

“ในเวลาที่อีกจำนวนร้อยละ 47 วางไว้ระหว่างมื้อพูดจาธุรกิจ”

ทั้งผองล้วนชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มความนิยมชมชอบสำหรับเพื่อการบริโภคหูฉลามของชาวไทยนั้นเป็นไปอย่างมากมาย และก็แนวโน้มที่ปรากฏอย่างเห็นได้ชัดก็คือ ชาวไทยส่วนมากยังต้องการชิมรสหูฉลามสักหนึ่งครั้งในชีวิต

มันไม่ใช่แค่การที่ไทยยังเป็นตลาดสำคัญของกิจการค้าหูฉลาม หรือพวกเราจำเป็นต้องตื่นเต้นกับซุปหูฉลามราคาไม่เกินเอื้อมตาม “เหลา” ทั่วจังหวัดกรุงเทพ แต่ว่าจากรายงาน ผลที่ได้รับจากการสำรวจความปรารถนาบริโภคหูฉลามในประเทศไทย โดย หน่วยงานช่วยสัตว์ป่า หรือ ไวด์เอด (WILDAID) ที่ปรากฏสู่สายตาสาธารณะเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ยังเปิดเผยให้มองเห็นเรื่องเศร้าที่อยู่ร่วมกับความอร่อยพวกนี้

ข้อเท็จจริงที่หลบอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังจำนวนปริมาณฉลามที่ถูกล่าทั้งโลก 63 ล้าน ถึง 273 ล้านตัวต่อปี ไปจนกระทั่งการส่งออกหูฉลามดัดแปลงกว่า 2,300 ล้านบาทของไทยก็คือ วันนี้สามัญชนฉลาม 14 สายพันธุ์ที่อาศัยในน่านน้ำในภูมิภาคต่างๆ กำลังลดน้อยลงในอัตรา 40-99 เปอร์เซ็นต์

โดยยิ่งไปกว่านั้น ฉลามสีน้ำเงิน (Prionace glauca) ฉลามสิลค์กี้ หรือฉลามเทา (Carcharhinus falciformis) ฉลามเสือ (Galeocerdo cuvier) แล้วก็ฉลามหัวบาตร (Carcharhinus leucas) ที่ หน่วยงานระหว่างชาติเพื่อการรักษาธรรมชาติ หรือ IUCN กำหนดให้อยู่ในสถานะ “มีโอกาสเสี่ยงต่อการหมดสิ้นเผ่าพันธุ์” (NT) แล้วก็ฉลามอีก 10 สายพันธุ์ที่อยู่ในข่าย “ใกล้การหมดสิ้นเผ่าพันธุ์” (VU) และก็ “ใกล้สิ้นพันธุ์” (EN)

บางทีอาจมองเกิดเรื่องตลกขบขันร้ายที่มาเฟียที่ทะเล อย่างฉลาม ผู้ตามล่าที่อยู่ลำดับข้างบนสุดของระบบนิเวศใต้น้ำจะไล่ต้อนเพียงแต่เพราะหู หรือครีบ (FIN) ของตนเอง แล้วก็ยิ่งจะหัวเราะไม่ออก หากพวกเรารู้ดีว่า เมื่อฉลามตัวในที่สุดถูกหิ้วขึ้นมาจากสมุทร จะกำเนิดอะไรขึ้นถัดไปบ้าง

เว้นเสียแต่ฉลามจะถูกนับเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในห้วงสมุทร (ไม่นับรวมวาฬซึ่งเป็นสัตว์กินนม) และก็อยู่คู่กับทะเลมากมายว่า 400 ล้านปีแล้ว ความเป็น “นักล่า” ที่อยู่บนยอดสุดของห่วงโซ่ของกินที่รอควบคุมมวลชนสัตว์น้ำยังนับว่าเป็นหน้าที่ทางธรรมชาติที่มอบมาให้ประจำตัวพวกมันด้วย

ถ้าเกิดสมุทรขาดนักล่าอย่างฉลามแล้ว บางทีอาจเป็นได้ว่า จำนวนของปลาใหญ่ที่รับประทานปลาอื่นในสมุทรจะเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยเมื่อปลาขนาดเล็กหมดไปสมุทรบางทีอาจเสียสมดุล ซึ่งจะนำมาซึ่งการทำให้จำนวนปลาในสมุทรลดปริมาณลง รวมทั้งมีผลต่อปลาบนโต๊ะอาหารของผู้คนก็จะลดลง รวมทั้งราคาแพงสูงมากขึ้นตามไปด้วย

โดยผลพวงที่จริงจริงในทางวิทยาศาสตร์ก็ยังคงประเมินกันอยู่ว่ามีอะไรคอยพวกเราอยู่ในวันพรุ่งบ้าง

แน่ๆว่า หากว่าไม่มีกระบวนการทำอะไรการเกิด “สมุทรเสียสมดุล” ก็จะไม่ใช่เรื่องเกินจริงอีกต่อไป

ตัวต่อตัวเดียวกัน

ไม่ว่าจะเป็น “ค่า” หรือ “การเสี่ยง” ที่เกิดกับฉลามในอัตราส่วน “อย่างมากมาย” มันยังเป็นภาพสะท้อนผลพวงที่ถัดไปยังตัวต่อตัวอื่นๆของวิกฤตที่เกิดขึ้นอยู่กับทะเลหน้าในทุกวันนี้อีกด้วย โดยเฉพาะ ขอบเขตกว่า 323 ล้านไร่ของสมุทรไทย

อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า สมุทรเป็นแหล่งทรัพยากรอันมีค่าของบ้านพวกเรา ในรายงานเรื่อง เศรษฐกิจสีคราม : ผลตอบแทนแห่งชาติทางทะเล โดย ธนิต โสรัตน์ รองประธานที่ประชุมหน่วยงานผู้ว่าจ้างผู้ทำการค้าและก็อุตสาหกรรมไทย ประเมินค่าผลตอบแทนทางทะเลของเมืองไทยอีกทั้งทางตรง รวมทั้งทางอ้อมในปีพุทธศักราช 2559 นั้นมีไม่ต่ำลงยิ่งกว่า 221 ล้านล้านบาท หรือ 1.55 เท่าของจีดีพี

ระหว่างที่ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำจากสมุทร รวมทั้งประมงริมฝั่งที่ถูกป้อนเข้าระบบอุตสาหกรรมมีมากยิ่งกว่า 1.22 ล้านตัน และก็เป็นแหล่งรายได้ไม่น้อยกว่า 5 แสนล้านบาทต่อปี

ด้านการท่องเที่ยว ข้อมูลที่ได้มาจากกระทรวงการท่องเที่ยวและก็กีฬาก็บ่งชัดว่า ยอดนักเดินทางสมุทรมากขึ้นประเภทก้าวกระโจนภายในช่วงเวลาไม่ถึง 10 ปี จากนักเดินทาง 15 ล้านคนภายในปี 2553 วันนี้ จำนวน “ดีด” มาอยู่ที่ 36.5 ล้านคนเมื่อปี 2559 ทำให้มีเงินกระจายถึง 1,800 ล้านบาท

เมื่อโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี จำนวนเงิน “พรั่งพร้อม” ที่ได้มาก็จำต้องแลกเปลี่ยนกับความเสื่อมของทรัพยากรสมุทร รวมทั้งริมฝั่ง “เป็นอันมาก” แบบเดียวกัน

วันนี้ ต้นปะการังใต้สมุทร ทรุดโทรมลงไปแล้วกว่า ปริมาณร้อยละ 80 แล้วก็ถ้าหากนับนิ้วกันจริงๆแนวปะการังบริบูรณ์ของไทยก็หลงเหลืออยู่เพียงแต่ 6 เปอร์เซ็นต์แค่นั้น

“ป่าชายเลนยังดี มีทิศทางมากขึ้น ต้นหญ้าสมุทรก็ไม่เท่าไหร่ ถูกรุกรามเพียงแค่ 3 เปอร์เซ็นต์ สัตว์สมุทรหายากตายกันเยอะ รวมทั้งมีแนวนู้นว่าจะเพิ่มมากเพิ่มขึ้น วาฬ และก็ปลาโลมาตายเฉลี่ย 2.3 วันต่อตัว เต่าสมุทรทุก 2 วันจะมีเต่าตาย 1 ตัว ต้นเหตุสำคัญมาจากมนุษย์ทั้งหมด” ดร.ธรณ์ รักษานาวาความเจริญรุ่งเรือง เคยถือจำนวนรายงานด้านวิชาการเกี่ยวกับสมุทรขึ้นมารับรอง

กระทั่งรายงานของคณะกรรมาธิการขับแก้ไขประเทศด้านสาธารณสุขรวมทั้งสภาพแวดล้อมเองก็ตามยังเจาะจงเอาไว้กระจ่างแจ้งว่า กิจกรรมทางทะเลอย่างอุตสาหกรรมประมงที่ทำประมงมากเกินความจำเป็น ทำให้ในตอน 30 ปีที่ล่วงเลยไป ความสมบูรณ์ของทรัพยากรแล้วก็สัตว์น้ำของไทยน้อยลงไปอย่างเร็ว แล้วก็ยังแผ่ขยายไปถึงการใช้งานเครื่องมือประมงผิดกฎหมาย การลักขโมยลอบทำประมงในเขตรักษา แรงงานผิดกฎหมาย และก็ไม่มีการควบคุม ก่อให้เกิดการได้ใบเหลือง IUU จากสหภาพยุโรปท้ายที่สุด

นอกจากนี้ ยังรวมถึง นิคมอุตสาหกรรมริมฝั่งทั้งยัง 29 ที่ แท่นขุดปิโตเลียมอีก 436 แท่น ท่าเรืออีกกว่า 440 ท่าทั่วทั้งประเทศ และการขยายตัวของชุมชนริมฝั่งล้วนก่อให้เกิดผลเสียต่อสมุทรอีกทั้งทางตรง รวมทั้งทางอ้อม

หัวข้อนี้หากถาม ม่าเบ่ย์ อาห์มัน ชาวตังเกบ้านตะโล๊ะใส ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดจังหวัดสตูล รวมทั้งสหายๆชาวตังเกท้องถิ่นอีกนับร้อยชีวิตตามริมฝั่ง เขาก็สารภาพว่า “จริง” ปูปลาที่เคยได้อยู่ 200 กก.ต่อการออกเลคราวหนึ่งเมื่อ 20 ปีกลาย เหลือไม่ถึง 50 กก.ในวันนี้ มันเป็นอีกทั้งความเปลี่ยนไปจากปกติ และก็ผลพวงที่เกิดขึ้นจริงๆ

“50 ปีกลาย พวกเราเคยหาปลาด้วยอวนลากได้ 300 กิโลต่อชั่วโมง แม้กระนั้นในวันนี้ เหลือแค่ 17.8 กิโลต่อชั่วโมง คิดเป็นเพียงแค่ 6 เปอร์เซ็นต์ของ 50 ปีกลายเพียงแค่นั้น” คุ้นชินศิรชัย ใกล้รุ่งรักษาว่ากล่าวชัย คนถ่ายภาพ และก็นักนิเวศวิทยาใต้สมุทรชูรายงานอีกชุดขึ้นมาเปรียบ

ผลพวงหนึ่งของจำนวนชุดดังที่กล่าวผ่านมาแล้วต่อเนื่องมาจากความประพฤติการประมงแบบ “เหมาเข่ง” มิได้มีการแยกเป็นชนิดและประเภทของปลาที่จะหา หรือแม้กระทั้งขนาดของปลาในแห นักนิเวศวิทยาชายหนุ่มคนเดิมเล่าว่า ฉลามกว่าจำนวนร้อยละ 90 ก็ติดแหขึ้นมาด้วยเหตุผลนี้ เท่ากับพวกเต่า หรือสัตว์สมุทรอื่นๆแน่ๆว่า ทุกชีวิตที่ติดขึ้นมาล้วนขายได้ เพราะว่ายังมีสายพานอุตสาหกรรมดัดแปลง และก็อาหารสัตว์คอยรับอยู่

แน่ๆว่า นี่เป็นความจริงอีกด้านที่คนอีกจำนวนไม่น้อยบางทีอาจไม่ทันสังเกตมองเห็นเวลาออกสมุทร เท่าๆกับ คนประเทศไทยอีกไม่น้อยกว่าจำนวนร้อยละ 50 ไม่เคยทราบว่า ฉลามส่วนใหญ่ถูกล่าเพื่อเอาครีบ

แม้ว่าทั้งสิ้นนี้… เกิดเรื่องเดียวกัน

เพื่อสมุทรที่จีรังยั่งยืน

ถึงจะมีความมานะบากบั่นรณรงค์ตลอดมา แต่ว่าการผลาญสมุทรรายวันก็ยังคงเดินต่อไป ประเด็นนี้ช่างถ่ายภาพนักสงวนอย่างเคยชินเห็นว่า นี่เกิดเรื่องความเข้าใจรู้ที่ยังผิดปลูกฝังให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต ด้วยเหตุผลดังกล่าว ไม่แน่ว่าพวกเราบางทีอาจจะต้องมองเห็นปลาตัวท้ายที่สุดถูกหิ้วขึ้นจากสมุทรก่อนถึงค่อย “รู้สึก”

แต่ว่าที่หมายอุโมงค์ก็มิได้มีเพียงแค่ความมืดมนมิดเพียงอย่างเดียว หลายๆประเทศติดสมุทรเริ่มสร้างความเข้าใจทราบ และก็ปรับพฤติกรรมกับขุมสมบัติธรรมชาติที่เคยรู้สึกว่าไม่มีทางหมดกันแล้ว

อย่างที่ อังกฤษ เมื่อเร็วๆนี้จะต้องพบพานกับ วิกฤต “ปลาค็อด” ที่เคยจับได้แถบสมุทรเหนือลดน้อยลงกว่า 95 เปอร์เซ็นต์จากการประมงเกินขนาด นำมาซึ่งความร่วมแรงร่วมใจรวมทั้งความมานะบากบั่นจากหลายภาคส่วนเพื่อรู้สึกตัวปริมาณปลาค็อดให้คืนมาอีกที

โดยนอกเหนือจากการที่จะมีการควบคุมโควต้าจำนวน แล้วก็วันจับอย่างเคร่งครัดแล้ว วัสดุอุปกรณ์จับปลายังถูกปรับเปลี่ยนแปลงทั้งยังอุตสาหกรรม ทั้งยังมีการใช้กล้องวงจรปิดแบบระบบส่งภาพระยะไกล (remote monitoring CCTV) รอตรวจทานเรือแต่ละลำ

เรียกว่า “ปฏิรูปแวดวง” กันอย่างยิ่งจริงๆ

แม้วันนี้ เหตุการณ์ประชาชนของปลาเค้าหน้าพิกล แม้กระนั้นเนื้ออร่อยจำพวกนี้ในสุดยอดยังน่าห่วงอยู่มากมาย แม้กระนั้นการออกมาแสดงความรับผิดชอบของชาวประมง ที่ร่วมกับบริษัทรับซื้อปลา แล้วก็เนื้อปลารายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลกอย่างยูนิลีเวอร์ และก็ World Wildlife Find ผ่านยี่ห้อรับประกันของ Marine Stewardship Council หรือ MSC ซึ่งแสดงถึงมาตรฐานสำหรับในการจับปลาที่มีความรับผิดชอบก็มองเป็นความเปลี่ยนที่เบาๆเกิดขึ้น

ที่หมู่เกาะกาลาขว้างโกส (Galápagos Islands) กุ้งมังกรหนามเขียว (Green Spiny Lobster) เคยเป็นสัตว์น้ำที่มีอยู่อย่างเยอะมาก แล้วก็เป็นเลิศในสัตว์ที่มีผลต่อระบบนิเวศ (Keystone Species) แต่ว่าค่าตอบแทนที่แพงลิ่วทำให้พวกมันโดนจับอย่างไม่ยั้งมือจนเกือบจวนเจียนจะหมดไปในตอนปี 2543

เมื่อกำเนิดใส่ใจได้ว่า เจ้ากุ้งมังกรหนามเขียวมีความเชื่อมโยงสำหรับการควบคุมราษฎรหอยเม่นไม่ให้แย่งสาหร่ายทะเลของกินของกิ้งก่าอิกัวน่าสมุทร หนึ่งในแหล่งรายได้กว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของการท่องเที่ยว

Related posts