‘โรฮิงญา’ พวกเขาคือมนุษย์!

ประกายของปัญหาชาวโรฮิงญาจะปะทุอยู่นอกแผ่นดินไทย แต่ว่าไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ว่าไฟไหม้ที่มนุษยธรรมนี้แผ่ขยายไปทั่ว

เสมอเหมือนปัญหาที่บางบุคคลบางทีอาจทราบ แต่ว่าผู้คนจำนวนมากยังไม่รู้เรื่องว่าเพราะเหตุไรปัญหาของชาวโรฮิงญาก็เลยไม่จบไม่สิ้นสักครั้ง แล้วก็ปัญหานอกประเทศแบบงี้เกี่ยวพันกับเมืองไทยไหม…ยังไง

            คำถามนี้เริ่มถูกสะกิดขึ้นอีกรอบ เสมือนรอยแผลที่ยังไม่หายดีแต่ถูกมีดกรีดซ้ำ ตอนวันที่ 25 ส.ค.ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา ความร้ายแรงข้างในเมืองยะไข่ ประเทศภรรยานมาปะทุขึ้นใหม่อีกที จากการก่อเหตุจู่โจมฐานป้อมหน่วยความยั่งยืนของภรรยานมา จนถึงกำเนิดกระทำการกำจัดกรุ๊ปขยับเขยื้อนติดอาวุธโดยไม่แยกเป็นชนิดและประเภทข้าราชการออกมาจากกรุ๊ปเคลื่อนติดอาวุธ การกวาดล้างดังกล่าวมาแล้วข้างต้นส่งผลเสียร้ายกาจต่อข้าราชการทุกกรุ๊ปในเมืองยะไข่ โดยยิ่งไปกว่านั้นชาวโรฮิงญา

            ถามคำถามว่าปัญหานี้ก่อให้เกิดผลเสียต่อประเทศใดสูงที่สุด คำตอบเป็นประเทศบังคลาเทศ เนื่องจากว่ามีชาวโรฮิงญาย้ายถิ่นหนีภัยเข้าไปในประเทศนี้จำนวนไม่น้อยกว่า 400,000 คน แต่ทว่าผลพวงมิได้กลุ่มอยู่เพียงแค่บังคลาเทศเพียงแค่นั้น มีความรู้สึกไม่ค่อยสบายใจว่าจะขยายขอบเขตกว้างสู่ประเทศเพื่อนบ้านภรรยานมาอีกหลายประเทศ

            หากแม้เมืองยะไข่จะอยู่ด้านตะวันตกของภรรยานมาและไม่มีเขตแดนชิดกับไทยโดยตรง แต่ว่าเขตแดนทางทะเล ชายแดนตะวันตกของภรรยานมาไม่ไกลจากริมฝั่งอันดามันของไทยมากเท่าไรนัก เมื่อปี พุทธศักราช2555-2558 มีชาวโรฮิงญาย้ายถิ่นทางทะเลปริมาณพรั่งพร้อม

            ถึงแม้เขตแดนรวมทั้งระเบียบบางสิ่งขัดขวางแล้วก็กดกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มนี้ไว้ แต่ว่าความเป็นคนราวกับเดียวกับชาติอื่นก็เชื่อมโยงถึงกันผ่านการรับทราบต่างๆความร้ายแรงที่พวกเขาถูกกระทำย่ำยี รวมทั้งความรู้ความเข้าใจครึ่งไม่ถูกครึ่งถูกเกี่ยวกับพวกเขาที่เรามี คำต้นทางของคำตอบว่า “โรฮิงญากับสังคมไทย เกี่ยวข้องกัน”

            “โรฮิงญาไม่เป็นที่ยอมรับของภรรยานมา” พุทธณี กางกั้น ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน หน่วยงานโฟร์ติเตียนไฟไรท์ (Fortify Rights) ตั้งประเด็นถึงโรฮิงญาในสายตาเมืองภรรยานมา ซึ่งถ้าเกิดย้อนไปในประวัติศาสตร์ของเมืองยะไข่จะมีความคิดเห็นว่าการขัดกันเริ่มตั้งแต่สมัยอังกฤษเข้ามาล่าอาณานิคมในทวีปเอเชียใต้แล้วก็ตะวันออกเฉียงใต้ เป็นยุคนั้นยะไข่เป็นที่ตั้งของเมืองอิสระที่มีทั้งยังพุทธรวมทั้งอิสลาม มีพื้นที่ส่วนหนึ่งอยู่ในบังคลาเทศ จนกระทั่งอังกฤษยึดประเทศอินเดีย ภรรยานมาก็เลยชูเมืองนี้ให้อังกฤษ

            ถัดมามีการต่อสู้กับอังกฤษเพื่อเอกราช ทุกกลุ่มชาติพันธุ์ในภรรยานมาก็อยากได้มีเมือง-ชาติเป็นของตัวเอง แทบทุกกลุ่มชาติพันธุ์ได้รวมตัวกัน แล้วก็ทำข้อตกลงระหว่างภรรยานมาในคำสัญญาปางหลวงว่าภายหลังจากได้รับเอกราช 10 ปี กรุ๊ปต่างๆก็จะแยกออกเป็นประเทศอิสระของตัวเอง

            แต่ว่าโรฮิงญาต้องการเข้าไปร่วมกับประเทศปากีสถาน ก็เลยตั้งกรุ๊ปญิฮาด มูยาฮีดีน ขึ้นมาต่อสู้เพื่อเอกราช เมื่ออูนุฉีกคำสัญญาปางหลวงโดยลอบฆ่าอองซาน ก็มีกรุ๊ปโรฮิงญาที่ร่วมกับอูนุด้วย ในเวลาที่สายที่อยากไปรวมกับประเทศปากีสถานไม่ประสบผลสำเร็จ

            เมื่อเนวินที่มีแนวความคิดสุดขั้วยึดอำนาจจากอูนุ ก็จัดแจงทุกกรุ๊ป ทำสงครามกับกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วราชอาณาจักรอย่างดุดัน ตอนที่โรฮิงญาโดนหนักสุดเนื่องจากว่ามีการบัญญัติกฎหมายชนชาติปฏิเสธว่าโรฮิงญาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในภรรยานมา มีการยึดบัตรประจำตัวประชาชน และก็เป็นจุดเริ่มของวิธีการทำให้คนโรฮิงญาแปลงเป็นคนไม่มีเมือง

            ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ คุณครูแผนกมนุษยศาสตร์รวมทั้งสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เขียนถึงการฆ่าล้างเชื้อสายชาวโรฮิงญา ใน บทความ โรฮิงญา : ประวัติศาสตร์ เผ่าพันธุ์ แล้วก็การฆ่าล้างเชื้อสาย ว่า “ประเทศพม่ากระทำฆ่าล้างเชื้อสายโดยการไม่ให้สิทธิความเป็นชาวเมือง การบัญญัติกฎหมายต่างๆที่จำกัดสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์โรฮิงญา การปิดสุเหร่าไม่ให้ปฏิบัติศาสนกิจ การลบล้างประวัติศาสตร์และก็สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ที่ไม่มีโรฮิงญา การเปลี่ยนชื่อโรฮิงญาเป็นเบงกาลี พร้อมกันไปกับการใช้กำลังทหารเข้าฆ่า การข่มขืนกระทำชำเราหญิง มีการฝังกับดักระเบิดที่ชายแดนใกล้กับบังคลาเทศไม่ให้หนี แล้วก็การกล่าวหาว่าโรฮิงญาเผาบ้านตนเอง”

            ถึงแม้ขณะนี้โลกจะหมุนไปขนาดไหน แม้กระนั้น พุทธณี กล่าวว่าสังคมภรรยานมายังแตกต่าง เพราะว่ามีเพียงแค่ 135 เผ่าพันธุ์ที่รัฐบาลภรรยานมารับประกัน แม้กระนั้นยังมีอีกหลายสิบชาติจำพวกที่ถูกไม่ให้ความสนใจ

            “ในประเทศไทยพวกเรารู้กันว่ามีกลุ่มชาติพันธุ์ แม้กระนั้นพวกเราไม่มีความรู้สึกว่ากลุ่มชาติพันธุ์ใดเผ่าพันธุ์หนึ่งไม่สมควรจะอยู่บนแผ่นดินไทย เป็นไม่มีสมองอย่างงี้ แต่ว่าในภรรยานมายังมีอยู่ ฉะนั้นเวลาพวกเราดูเหตุการณ์โรฮิงญา พวกเราบางทีอาจจะต้องมองดูแบบภรรยานมา เพราะว่าถ้าเกิดพวกเราดูแบบชาวไทยก็จะไม่รู้เรื่องว่าเป็นไปหรือ มันเกิดขึ้นได้ยังไง”

            จินตนาการไปไม่ถึง…คุณใช้กลุ่มคำนี้ชี้แจงสิ่งที่เกิดขึ้น เนื่องจากว่าสิ่งที่รัฐบาลภรรยานมาปฏิบัติต่อชาวโรฮิงญานั้นกำเนิดจะจินตนาการได้ คุณเล่าไปด้วยน้ำเสียงสั่นคลอนชี้ให้เห็นว่าพุทธณีเคยได้รับทราบหรือมองเห็นอะไรมา

            “ถ้าเกิดคุณอยู่จังหวัดเชียงใหม่แล้วจะไปสุไหงโกลก ใช้เวลาบินไม่เกินสามชั่วโมง ถ้าเกิดขับขี่รถไม่เกินหนึ่งวัน แต่ว่าหากคุณอยู่ยะไข่จะไปปิ้งกุ้ง หากคุณเป็นภรรยานมาใช้เวลาเป็นต้นตย์ แม้กระนั้นถ้าเกิดคุณเป็นโรฮิงญาคุณอาจไม่มีทางไปถึง ด้วยเหตุว่าจำต้องทำจดหมายขอทหารก่อน รวมทั้งทหารบางทีอาจจะไม่ให้ด้วย พวกเราก็เลยใช้ชุดความนึกคิดรวมทั้งจินตนาการเหมือนกันมิได้เลย”

            ในอดีตกาลพรรค NLD ของ อองซาน ซูจี เคยต่อสู้ในชื่อระบบประชาธิปไตย เคยเป็นความหวังของกลุ่มชาติพันธุ์ในภรรยานมาความคาดหวังว่าเมื่อกำเนิดระบบประชาธิปไตยในภรรยานมาแล้ว อองซาน ซูจี จะนำภรรยานมาไปสู่สังคมพหุวัฒนธรรม เป็นที่ยอมรับสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ราวกับนายพลอองซานผู้เป็นบิดา แต่ว่าท้ายที่สุด อองซาน ซูจี กลับนิ่งเฉยประมือณีโรฮิงญา ดร.ไชยณรงค์ พูดว่าการล้อมปราบชาวโรฮิงญาทำให้ซูจีไม่เหลือภาพของวีรสตรีและก็นักสู้ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาความสงบสุขอีกต่อไป ด้วยเหตุว่านางเป็นปากเสียงสำคัญของประเทศพม่าสำหรับเพื่อการสร้างความเป็นธรรมเพื่อฆ่าล้างเชื้อสายโรฮิงญา

            ด้าน ดร.สักกเรนทร์ นิยมศิลป จากสถาบันวิจัยราษฎรแล้วก็สังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าเกิดเรื่องน่าตกใจมากมายที่ในช่วงเวลาเพียงแต่เดือนเดียวก่อนหน้าที่ผ่านมามีผู้หนีภัยหลายแสนคนภายในภูมิภาคทวีปเอเชียใต้และก็เอเซียอาคเนย์ เพราะว่าเมื่อเทียบกับข้างหลังปี พุทธศักราช2555 ที่เริ่มมีผู้อพยพทางทะเลไม่น้อยเลยทีเดียวก็ยังมีปริมาณเทียบไม่ได้กับปัจจุบันนี้ รวมทั้งในบรรดาผู้หนีภัยพวกนั้นก็เสียชีวิตไปนับพันคนแล้ว

            มาถึงท่าทางของไทยที่แท้ๆมีประสบการณ์การจัดการผู้หลบภัยออกจะมากมาย แล้วก็ทุกปัญหาก็คลี่คลายได้อย่างยอดเยี่ยม ดร.สักพญาช้าง ทำให้เห็นว่าแม้กระนั้นกับกรุ๊ปโรฮิงญานั้นรัฐบาลไทยมีมาตรฐานไม่เท่ากรุ๊ปอื่นๆ

            “มันสังกัดการบ้านการเมืองระหว่างชาติ สังกัดรัฐบาลแต่ละตอน ในสมัยหนึ่งพวกเราเคยมีหน้าที่มากมายในแถบอินโดจีน เมืองไทยเป็นหัวหน้าเลยสำหรับในการพูดจาระหว่างชาติ ว่าแต่ว่าละชาติจะต้องมีท่วงท่าเช่นไรต่อประเด็นนี้ และก็พวกเราก็เป็นเจ้าภาพสัมมนาเป็นอย่างมาก แม้กระนั้นปัจจุบันนี้หัวข้อนี้พวกเราเงียบมาก แม้กระนั้นเวลาเดียวกันที่อินโดนีเซียมีการรวมกลุ่มของกรุ๊ปชาวมุสลิมบีบคั้นหน้าสถานทูตภรรยานมา ที่มาเลเซียก็นายกฯมีออกมาประกาศด่าว่ารวมทั้งเรียกร้องให้นานาประเทศเข้ามาแก้ไขปัญหา”

            ปัญหาเป็น แล้วรัฐบาลไทยควรทำเช่นไร เว้นแต่อยู่เฉย หรือเพียงแค่เชื่อตามกับการเปลี่ยนคำเรียกโรฮิงญา เป็น เบงกาลี แค่นั้น

            ในตอนที่เมืองยะไข่เองในขณะนี้ คนรุ่นหลังในขณะที่เป็นพุทธ รวมทั้งโรฮิงญาที่เป็นชาวมุสลิมอยากปรับปรุงเศรษฐกิจด้วยกัน คนยะไข่แบบใหม่มองดูความเป็นเชื้อชาติที่แตกต่างลดน้อยลง แค่เพียงคนสมัยใหม่ไม่มีเวทีจะบอก

            ตรงกันข้าม คนสมัยก่อนยังมีทรรศนะที่แออัดคับแคบ ไม่ว่าจะเป็นทหารภรรยานมา อองซาน ซูจี แล้วก็พวกพ้อง NLD รวมทั้งขั้นตอนพระภิกษุหัวรุนแรงในภรรยานมา รวมทั้งมีวิสัยทัศน์ที่แออัดจากการที่ภรรยานมาปิดประเทศนานหลายทศวรรษ มองเห็นได้ว่านี่เป็นทรรศนะที่ไม่ตรงกัน แต่ว่าทางสู่สันติที่มีมนุษยธรรมเป็นตัวตั้งนั้นเป็นอย่างไร…คำตอบกระจ่างแจ้งอยู่แล้ว

            ดร.สักกเรนทร์ เล่าว่าแม้กระทั้งพี่ใหญ่ของโลก ดังเช่นว่า จีน หรือ รัสเซีย ก็ยังได้รับผลพวง ถึงขั้นไม่กี่วันก่อนมีการสัมมนาคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น และก็มีหัวข้อเรื่องโรฮิงญาที่คงจะนำมาซึ่งมาตรการคว่ำบาตรภรรยานมาจากที่สัมมนานี้ แต่ว่าภรรยานมาจะไปขอให้รัสเซียกับจีนขวางการคว่ำบาตร

            “นี่เป็นการฆ่าล้างเชื้อสาย นี่เกิดเรื่องใหญ่มาก” เขากล่าวว่าหัวข้อนี้ท้าชุมชนอาเซียนมากมายทีเดียว ด้วยเหตุว่าภูมิภาคนี้มี กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) ซึ่งระบุชัดเจนหัวข้อการนับถือสิทธิมนุษยชน ดังนั้นปัญหาสิทธิมนุษยชนคือปัญหาร้ายแรงของอาเซียน คือปัญหาซึ่งขัดกับกฎบัตรอาเซียนเด่นชัด นี่ก็เลยคือปัญหาของทุกชาติในอาเซียน

            “อีกเรื่องเป็นปัญหานี้เคยคือปัญหาของเผ่าพันธุ์มานานมาก แม้กระนั้นขณะนี้กำลังถูกเหลาให้เป็นความไม่ตรงกันทางศาสนา ซึ่งผมนับว่าเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากว่าอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีบรรพชิตบางบุคคลที่มีความคิดสุดขั้วต่อประเด็นนี้ นี่ไม่ใช่ความนึกคิดของศาสนจักร เป็นเพียงแต่ของปัจเจกชน แม้กระนั้นสุ่มเสี่ยงถ้าหากถูกปลดปล่อยให้เกิดเรื่องศาสนา ท้ายที่สุดแล้วจะถูกแทรกแซงจากด้านนอก”

            เพียงแต่ส่วนเสี้ยวที่โรฮิงญาถูกกระทำแล้วโลกรับทราบ นำมาซึ่งการก่อให้เกิดความรู้สึกแง่ลบต่อรัฐบาลภรรยานมา กำเนิดปัญหาว่า “ผู้ใดกันถูกใครกันแน่ไม่ถูก” แม้กระนั้นที่สำคัญกว่าหาคนผิดเป็น จะขจัดปัญหานี้ได้เช่นไร ทำยังไงก็เลยจะหยุดการฆ่าล้าง ทำยังไงก็เลยจะหยุดการโยกย้ายถิ่นฐานของคนโรฮิงญา

            “ถ้าหากขจัดปัญหาไม่จบ อย่างต่ำอาเซียนจำเป็นต้องได้รับผลพวงแน่นอนถามคำถามว่าไทยรับไหม ให้ย้อนกลับไปเมื่อสองสามปีให้หลัง มีหลายเรื่องที่พวกเราจำต้องดูแลสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยเหตุดังกล่าวปัญหาเป็นแล้วจากนี้พวกเราจะทำยังไง เมื่อมีผู้อพยพไม่น้อยกว่า 4 แสนคน จะทำเช่นไรให้เขาได้กลับไปอยู่ที่บ้านได้โดยสวัสดิภาพ หรือถ้าหากเขากลับมิได้ เขาจะอยู่ยังไง” พุทธณี กล่าว

Related posts

Leave a Comment