จัดการศพไทยในบันทึกต่างชาติ

อดีตสมัยพิธีการฌาปนกิจศพเรียบง่าย จะเผาที่โล่งแจ้ง โดยราษฎรจะถือฟืนคนละท่อนมาร่วมงานเผาศพ

……………………………………………..

วัดเขาวัง(วัดมหาสมณาราม)ที่อยู่เชิงเขาวัง เมืองเพชรบุรีนั้น ในโบสถ์มีจิตรกรรมสวยสำนักขรัวอินโข่ง สีสันยังสดแจ่ม ในขณะที่คุณครูช่างเมืองเพชรได้เขียนภาพจาริกธรรมชุดนี้มาตั้งแต่ปลายยุครัชกาลที่ 4

ภาพหนึ่งที่ฉันเวียนมองมาแม้กระนั้นเด็กหมายถึงภาพประชาชนไทยกำเนิด แก่ เจ็บ ตาย ที่วัดเขาวังคุณครูช่างเขียนภาพไว้ตั้งแต่หญิงครรภ์แก่กำลังถูกหมอตำแยขย่มท้องเอาลูกออก ภาพเลี้ยงเด็กแดงๆทารก ภาพเด็กน้อยโตเป็นวัยรุ่น ภาพแต่งงานสมรส กระทั่งแก่ไม่สบาย แบกศพลงโลงศพ และก็ยังได้เห็นภาพการเผาคนบนเชิงตะกอน ไฟลุกคึ้กๆ

แนวทางฌาปนกิจศพที่โล่งแจ้งอาทิเช่นในจิตรกรรมวัดเขาวังนี้ ฉันเคยได้เห็นของแท้เมื่อร่วมสามสิบกว่าปีกลาย ที่หมู่บ้านกึ่งกลางทุ่งไกลลิบลับ จังหวัดขอนแก่น ครั้งที่ฉันยังเรียนปริญญาโทอยู่ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรแล้วไปลงพื้นที่เก็บข้อมูลเมืองขอนแก่น นึกออกว่าประชาชนจะถือฟืนคนละแท่งมาร่วมงานเผาศพ พวกเขามิได้สวมเสื้อดำด้วย แต่งตัวตามกำลัง สวมเสื้อสีตุ่นๆมอมๆไม่บาดตา ศพวางบนกองฟืนกึ่งกลางลานต้นหญ้าด้านหลังวัด ระหว่างเผาไฟลุกท่วมคนร่วมงานก็นั่งเรี่ยราดอยู่ขอบลานต้นหญ้า มองไฟเผาโลงศพไหม้ศพ มือหงิกงอตัวหงิกงอ เห็นได้ชัดข้างหน้า ได้เจริญก้าวหน้ามรณานุสติกันอย่างไม่ยากเย็นอะไร

ถือว่าโชคดีที่ฉันเคยได้เห็นการฌาปนกิจศพจริงๆทำที่โล่งแจ้งช่วงเวลาบ่ายจัด มองเห็นราษฎรมาร่วมงาน มองเห็นศพกึ่งกลางแท่งฟืน ก็เลยเพียงพอจะเชื่อมโยงกับจิตรกรรมการฌาปนกิจศพที่ฝาผนังโบสถ์วัดเขาวัง เมืองเพชรได้ ให้ดูแล้วจับใจในชีวิตวันวานของคนประเทศไทยครั้งเริ่มแรกยิ่งนัก

แต่ว่าการทำศพแบบโบราณของไทยจบไปหลายสิบปีแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปเกือบจะมองไม่เห็นฝุ่นละออง แท่งฟืนที่ราษฎรเอามาช่วยเหลือกันฌาปนกิจศพ เปลี่ยนสภาพไปเป็นดอกไม้จันทน์แจกกันก่อนขึ้นเผาหลอก เชิงตะกอนหรือกองฟืนตั้งศพเปลี่ยนเป็นเมรุมาศก่อปูนแข็งแรง ศพอุจาดที่เคยกระตุกพราดๆงอหงิกให้มองเห็น ถูกใส่ปิดหายอยู่ในเตาเผา มาได้มองเห็นอีกครั้งตอนเสร็จพิธีการ เหลือเพียงกองขี้เถ้าวันอังคารกับเศษกระดูกไม่กี่ชิ้น

พอได้มองภาพฌาปนกิจวัดเขาวังแล้ว ฉันก็คิดถึงละครโทรทัศน์เรื่องบุพเพสันนิวาสอันดังยิ่งๆอยู่ในตอนก่อนหน้าที่ผ่านมา แจ้งชัดสุดๆก็คือ บุพเพสันนิวาสสามารถมีผลขยับแปลงสังคมไทย เขย่าอย่างถึงรากให้กลับไปสู่แรงเรียกร้องหาที่จะนำวิถีวันวานให้กลับมามีชีวิตทับซ้อนอยู่ในโลกประเทศไทยปัจจุบันนี้ โดยบุพเพสันนิวาสได้เลียนแบบภาพการปรุงอาหาร รับประทาน ขี้ สีฟัน อาบน้ำ ตี เฆี่ยน นอน สมรส อื่นๆอีกมากมาย นานาประการฉากชีวิตชาวไทย แม้กระนั้นที่ยังไม่เข้าไปเปิดเปลือกแสดงภาพให้ปรากฏ เห็นจะคือเรื่องของการทำศพในวันวาน 

ซึ่งปัจจุบันนี้พอเพียงจะมีหลักฐานเหลือค้างให้มองเห็นได้บ้างก็จากจิตรกรรมด้านข้างฝาผนังตามโบสถ์วิหารต่างๆและก็รูปถ่ายปริมาณน้อยมากๆที่คนต่างประเทศได้บันทึกไว้ แต่ว่าช่างถ่ายรูปไทยสมัยแรกๆไม่ค่อยพึงพอใจ เพราะเหตุว่าคือเรื่องปกติมากมายของชีวิต

แล้วก็โน่นก็ส่งผลให้ฉันกลับมาเปิดค้นมองในหนังสือบันทึกเหตุการณ์-บันทึกการเดินทางของฝรั่งผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยที่เคยเข้ามาในแผ่นดินประเทศไทยเมื่อสามสี่ร้อยปีกลาย ตราบจนกระทั่งในสมัยต้นรัตนโกสินทร์นี้ว่ามีการเขียนจารไว้บ้างหรือเปล่า ว่าฝรั่งพวกนั้นเคยเข้าไปแสวงหา ค้นมองเรื่องผี-เรื่องศพในเมืองประเทศไทยกันไว้ยังไง?

ในยุคอยุธยา นาย เดอะ ลาลูกางร์ ราชทูตประเทศฝรั่งเศสผู้เข้ามาประเทศไทยช่วงปลายแผ่นดินพระนารายณ์ ช่วงเดียวกับ “ออเจ้า” แม่การะเกดที่บุพเพสันนิวาสนั่นแหละ ลาลูกางร์ได้บันทึกถึงเรื่อง “การปลงศพของชาวไทย”  เอาไว้ในบันทึกเหตุการณ์ของตนเองว่า

“เมื่อบุคคลถึงแก่ชีวิตลง เขาก็เก็บศพคนตายลงไว้ภายในโลงศพไม้ ซึ่งเขาป้ายยางรักทางข้างนอก และก็บางครั้งก็ปิดทองด้วย แม้กระนั้นโดยที่น้ำยางรักของประเทศไทยไม่ค่อยดีเท่าของเมืองจีน และไม่บางทีอาจคุ้มครองกลิ่นเหม็นของศพไม่ให้รั่วระเหยออกมาตามแนวโลงศพที่ครากไว้เสมอ เจ้าศพก็เลยพากเพียรอย่างน้อยที่สุดก็ทำลายไส้ของผู้เสียชีวิตเสียด้วยปรอท ซึ่งเขากรอกเข้าไปในปากศพ แล้วก็พูดกันว่ากลับไหลออกมาได้ทางทวารหนัก”

  ลาลูกางร์ยังบันทึกไว้อีกว่า ชาวไทยที่เขาได้พบเจอจะเก็บศพเอาไว้ภายในบ้านช่องตน แต่ละคืนจะมีพระมาสวดมนตร์ศพในลักษณะที่ “ท่านนั่งเรียงกันไปตามแนวฝาห้อง เจ้าศพก็จะยืนยันอุปถัมภ์ค้ำชูและก็มอบต้นเหตุบ้าง มนตร์ที่ท่านสวดมนตร์นั้นเป็นธรรมะเกี่ยวกับความตาย พร้อมด้วยบอกทางสรวงสวรรค์”

  ในการฌาปนกิจศพนั้น ลาลูกางร์เล่าว่า ประชาชนอยุธยาจะจัดแจงด้วยแนวทาง

“ในขณะที่ตั้งศพไว้นั้น พี่น้องผู้ครอบครองศพก็เลือกสถานที่แห่งหนึ่งในท้องทุ่งสำหรับจะชักศพไปเผาตรงนั้น สถานที่นั้นตามเดิมชอบเป็นที่ใกล้วัด….

  เมื่อถึงปัญหาที่จะชักศพไปสู่เชิงตะกอน(ซึ่งปกติจะปฏิบัติกันในรุ่งเช้า) วงศ์วานและก็เพื่อนฝูงเป็นผู้ชู(หีบ)ศพ มีบรรเลงด้วยอุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรีนานาประเภท โลงนั้นแบกออกนำหน้า ถัดจากนั้นก็ถึงบุคคลในครอบครัวของคนตายอีกทั้งชายแล้วก็หญิงล้วนแล้วแต่งขาว หัวของคนตามศพหุ้มด้วยผ้าสีขาว แล้วก็ร้องไห้คร่ำครวญอย่างมากมาย หลังจากนั้นก็ถึงขบวนสหายรวมทั้งเครือญาติของคนเสียชีวิต ถ้าเกิดขบวนนั้นสามารถปฏิบัติโดยทางทะเลได้จนกระทั่งที่เผา เขาก็ทำกัน…

  เขาไม่เผาโลงศพด้วย แต่ว่าเขานำเอาศพออกวางบนกองฟืน แล้วก็พระภิกษุสงฆ์ในวัดที่อยู่ใกล้ที่ทำที่เผาศพฌาปนกิจศพก็มาสวดมนต์ไหว้พระอยู่ราวสักเสี้ยวชั่วโมง ต่อจากนั้นก็ถอยจากไปไม่กลับมาอีก ขณะนั้นก็เริ่มการมหรสพมีโขนแล้วก็ระบำ ซึ่งเขาจัดให้แสดงพร้อมเพียงกันตลอดวัน แต่ว่าต่างโรงกัน หาใช่บนเวทีเดียวกันไม่ พระสงฆ์มองเห็นไม่ควรที่จะอยู่ตรงนั้น ด้วยเกรงได้บาปเป็นบาป…

  พอใช้เวลาเที่ยงวัน ตาปะขาวหรือขี้ข้าของพระสงฆ์ก็จุดไฟที่กองฟืน ซึ่งตามธรรมดาชอบเผาลุกอยู่ราว 2 ชั่วโมง ไฟไม่เคยฌาปนกิจศพให้มอดไหม้หมดไปเลย เลวทรามแม้กระนั้นปิ้งเพียงแค่นั้น รวมทั้งชอบไม่ค่อยไหม้เกรียมเสียด้วย แต่ว่าถือกันว่าเพื่อเกียรติยศของคนตาย ศพนั้นต้องได้รับการเผาให้มอดไหม้ไปหมดไปบนเนินสูง จนกระทั่งที่สุดเหลือแค่วันอังคารเพียงแค่นั้น…

  จารีตในงานปลงศพของชาวประเทศไทย มีที่จะกล่าวแถมก็คือ เขาทำให้งานฌาปนกิจศพงดงามขึ้นด้วยการจุดดอกไม้เพลิงอย่างใหญ่โต แล้วก็หากเป็นงานปลงศพบุคคลที่มีบุญบารมีบารมีมากมายแล้ว ก็จะมีการจุดดอกไม้เพลิงต่อเนื่องกันไปตลอดทั้ง 3 วัน 3 คืน…

  เมื่อศพของชาวไทยได้รับการเผาตามที่ผมได้กล่าวมานี้แล้ว งานมหรสพทั้งผองก็เป็นอันเลิก ผู้ครอบครองศพเก็บที่เหลือของร่างกายเป็นอัฐิกับวันอังคารเข้าเอาไว้ในหีบศพโดยไม่มีระเบียบแบบแผนอะไรทั้งหมด รวมทั้งนำสิ่งกลุ่มนี้ไปฝังไว้ใต้พีรามิดองค์หนึ่ง ซึ่งมีอยู่ล้อมรอบโบสถ์ บางครั้งก็ฝังเพชรนิลจินดาและก็ของที่ล้ำค่าอื่นๆลงไปไว้ผสมกับอัฐิด้วย เพราะเหตุว่าถือกันว่าได้ฝังเอาไว้ภายในสถานที่ซึ่งศาสนาช่วยคุ้มครองปกป้องไว้ไม่ให้คนใดกันแน่ฝ่าฝืนได้”

  พีรามิดใช้ใส่กระดูกผู้เสียชีวิตรวมทั้งของที่มีค่าต่างๆที่ลาลูกางร์เอ๋ยถึงไว้ตั้งแต่ 300กว่าปีกลายนี้ ก็คือเจดีย์เรียงรายอยู่รอบโบสถ์ ที่จนกระทั่งปัจจุบันนี้ เจ้าขุนมูลนาย เจ้าหน้าที่รัฐ ราษฎรไทยทุกระดับชนชั้น ยังคงใช้ “ใส่กระดูก” คนตายสืบต่อกันตลอดมา เช่นที่วัดเพชรพลี เมืองเพชรบุรีนี้ ก็มีเจดีย์ใส่กระดูกของพันโทพโยม จุลานนท์ สมัยก่อนคนนำทางการบ้านการเมืองของพรรคลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เมืองไทย ท่านเป็นพ่อของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตกาลนายกฯผู้ที่ 24 ของบ้านเรือนพวกเรา

ในยุคอยุธยา สมัยพระนารายณ์มหาราช นักการทูตประเทศฝรั่งเศสอย่างลาลูกางร์ได้บันทึกเรื่องราวการทำศพของคนไทยเอาไว้ให้พวกเราได้เห็นภาพออกจะแน่ชัด แต่ว่ายังมีการฌาปนกิจที่เชื้อเชิญขนลุก เสียวสยดสยองมากกว่านี้ ที่เชื้อพระวงศ์ชาวประเทศฝรั่งเศสคนหนึ่งผู้เข้ามาประเทศไทยยุคปลายรัชกาลที่ 4 ได้เขียนบันทึกการทำศพของคนประเทศไทยสมัยนั้นไว้อย่างระมัดระวัง 

ซึ่งฉันจะเอามาเล่าให้ฟังถัดไปในคราวต่อไป อันเป็นการบอกกล่าวถึงเรื่องราวการทำศพของคนประเทศไทยช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์

………………………………………………………

Related posts