ภาวะตับแข็งในเด็กเล็ก เกิดจากอะไร สังเกตอาการยังไงได้บ้าง ?

          ภาวการณ์โรคตับแข็งในเด็กตัวเล็กๆ โรคร้ายที่คุณพ่อและก็คุณแม่ควรจะรู้จักต้นสายปลายเหตุ รวมทั้งแนวทางพิจารณาอาการเอาไว้ จะได้รักษาได้ทันเวลา

โรคตับแข็ง

          เชื่อเลยว่าถ้าหากให้เอ๋ยถึงโรคตับแข็ง คนส่วนมากก็จะรำลึกถึงโรคประจำตัวของเหล่านักงานเลี้ยงคบหาสมาคมอย่างแน่แท้ แม้กระนั้นในความจริง มูลเหตุที่ทำให้ตับดำเนินการไม่ดีเหมือนปกตินั้นมิได้มีเพียงแค่การต่อว่าดแอลกอฮอล์เพียงเท่านั้น ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นโรคที่เจอได้ในเด็กแรกคลอดรวมทั้งเด็กตัวเล็กๆเหมือนกัน วันนี้กระปุกดอทคอม เลยจะพาทุกคนไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “ภาวการณ์โรคตับแข็งในเด็กตัวเล็กๆ” กันว่า โรคเด็กที่ว่านี้ เกิดขึ้นจากอะไร มีวิธีการรักษาอย่างไร คุณพ่อและก็รวมทั้งคุณแม่จะพิจารณาอาการเริ่มจากที่ไหนได้บ้าง พร้อมตอบปัญหาคาใจ ถ้าเกิดลูกท้องโตเปลี่ยนไปจากปกติ หมายความว่าเป็นโรคโรคตับแข็งหรือไม่ ? หากพร้อมแล้วไปมองคำตอบพร้อมเพียงกันเลยจ๊ะ

ภาวการณ์โรคตับแข็งในเด็กตัวเล็กๆ เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากอะไร ?

          เริ่มแรกจำเป็นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ตับ เป็นอวัยวะที่สำคัญเป็นอย่างมากต่อสุขภาพมนุษย์ ด้วยเหตุว่ามีบทบาทขับของเสียในเลือด ซับสารอาหารที่เป็นประโยชน์รวมทั้งจำเป็นต้อง รวมทั้งสร้างน้ำดี ผู้ช่วยตัวหลักของระบบการทำงานเกี่ยวกับการย่อยอาหารรวมทั้งระบบขับถ่าย ซึ่งนี่ก็แปลว่า ถ้าเซลล์ในตับถูกทำลาย ของเสียจะมิได้รับการกำจัด รวมทั้งสะสมหรือหลงเหลือจนกระทั่งก่อให้เกิดอันตรายตามมา โดยเซลล์ของตับสามารถถูกทำร้ายได้ด้วยต้นเหตุพวกนี้

          1. เชื้อไวรัสตับอักเสบ เด็กบางทีอาจได้รับผ่านทางของกินที่มีการแปดเปื้อนของเชื้อโรค ใช้ของร่วมกับผู้เจ็บป่วยที่ติดโรค หรือจนถึงได้รับเชื้อผ่านแม่ ที่มีพาหะของโรคอยู่ในตัว

          2. โรคทางพันธุกรรม เป็นต้นว่า โรควิลสัน (Wilson’s Disease), โรคไกลวัวเจนสะสม (Glycogen Storage Disease) หรือภาวการณ์เหล็กเกิน (Hemochromatosis) ที่เกิดขึ้นมาจากการสั่งสมธาตุเหล็กและก็ทองแดงมากจนเกินความจำเป็น รวมทั้งมีความผิดพลาดทางการใช้คาร์โบไฮเดรตบางจำพวก ก็มีส่วนส่งผลให้เกิดภาวการณ์โรคตับแข็งได้

          3. ท่อน้ำดีปฏิบัติงานไม่ดีเหมือนปกติ มีสาเหตุจากการเจริญเติบโตที่ไม่สมบูรณ์ของเด็กแรกเกิดตั้งแต่ตอนแรกกำเนิด ทำให้ท่อน้ำดีแคบ แล้วน้ำดีไม่สามารถที่จะพาของเสียออกมาจากร่างกายได้อย่างสะดวก จนกระทั่งของเสียไปตันตามท่อ ส่วนน้ำดีก็ย้อนไปไปสู่กระแสโลหิต และก็สะสมค้างอยู่ในตับ เมื่อของเสียมิได้รับการขับออก ตับก็จะเริ่มแข็ง ทำงานมากเกินไป บางรายตับบางทีอาจล้มเหลวฉับพลันได้สุดท้าย

          4. ใช้ยาเกินขนาด โดยยิ่งไปกว่านั้นยาพารา ลดไข้ชนิดพาราเซตามอล ถ้าหากแม่ไม่เคยทราบแล้วรับประทานในขณะที่กำลังท้องบ่อยๆ ตัวยาก็จะส่งผ่านสายสะดือ ทำให้ไปสะสมในตัวเด็ก นำมาซึ่งการทำให้มีลักษณะอาการโรคตับแข็งตอนโต หรือจนกระทั่งเด็กตัวเล็กๆ ที่แม่ให้รับประทานยาแก้ปวดเกินขนาด ก็สามารถเป็นไปได้เช่นเดียวกัน

          โดยโรคตับแข็งนั้นมีอยู่ 2 จำพวกสำคัญๆเป็นแบบกะทันหันแล้วก็แบบเรื้อรัง สำหรับโรคตับแข็งแบบกระทันหันนั้นสามารถรักษาให้หายสนิทได้ ด้วยเหตุว่ามีต้นเหตุที่เกิดจากการรับเชื้อเชื้อไวรัสฉับพลัน ด้วยการใช้ยารักษาตามอาการ ส่วนโรคตับแข็งแบบเรื้อรัง จะขยายไปถึงโรคตับอักเสบ ควรจะให้หมอดูแลเรื่องยารักษาอย่างใกล้ชิด รวมทั้งพ่อกับแม่ก็จะต้องดูแลโภชนาการ และก็การใช้ชีวิตของลูกให้ดีตามคำแนะนำของหมอถัดไปจวบจนกระทั่งลูกน้อยโตจ้ะ

โรคตับแข็ง

โรคตับแข็ง ตับอักเสบ มีลักษณะแบบไหน แม่พินิจอย่างไรได้บ้าง ?
          ปกติแล้ว ลักษณะของโรคโรคตับแข็งในระยะต้นเริ่มจะไม่แสดงออกให้มองเห็นโดยทันที จนถึงหลักการทำงานของตับเริ่มล้มเหลว หรือภาวะความดันโลหิตสูงขึ้น นำมาซึ่งการทำให้ร่างกายของเด็กออกอาการออกมาดังต่อไปนี้

          – เลือดคั่งตามฝ่ามือ อุ้งเท้า มีเส้นโลหิตสีแดงอมม่วงปรากฏตามร่างกาย โดยยิ่งไปกว่านั้นรอบๆสะดือจะดูได้อย่างแจ่มแจ้ง

          – เส้นผมรวมทั้งขนเรียกตัวขาดหลุดหล่น

          – ไข้สูงมาก คลื่นไส้เป็นเลือด

          – ท้องโตและก็ขาทั้งสองข้างจะใหญ่ขึ้นเพราะเหตุว่าบวมน้ำ

          – เกิดผื่นคันตามผิวหนัง

          – กล้ามกระตุก แล้วก็ร่างกายมีลักษณะสั่นเทาไม่ปกติ

          – ตัวเหลือง ดวงตาเหลือง เนื่องจากมีการสะสมของน้ำดีเยอะเกินไป

          ดังนี้ ถ้าคุณพ่อและก็คุณแม่มองเห็นว่าลูกของพวกเราเริ่มงอแง ไม่อยากอาหาร ไม่ยินยอมทานอาหาร ผอมเกร็งมากมายไม่ดีเหมือนปกติ อุจจาระมีสีดำเข้ม อุจจาระมีเลือดผสมปนเป อันเป็นอาการเริ่มของคนไข้โรคตับแข็ง ก็ควรจะพาลูกไปหารือหมอทันทีนะคะ
โรคตับแข็ง

ม่าม้ามีแนวทางคุ้มครองป้องกันรวมทั้งต่อกรอย่างไรบ้าง ?

          ถ้าเกิดไม่อยากที่จะให้อาการโรคเริ่มเรื้อรัง รักษาไม่หาย หรือเปล่าต้องการให้โรคนี้เกิดขึ้นกับลูกน้อย คุณพ่อกับคุณแม่สามารถปฏิบัติตามแนวทางคุ้มครองปกป้องพื้นฐานได้ดังต่อไปนี้จ้ะ

          – ตรวจเช็กให้ลูกน้อยได้รับวัคซีนครบถ้วนสมบูรณ์ตามวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัคซีน HB2 ที่คุ้มครองปกป้องโรคตับอักเสบบี มีระบุฉีดเมื่อเด็กอายุ 1 เดือน

          – สำหรับเด็กวัยทารก ควรจะตรวจเช็กกับหมอให้เชื่อมั่น ว่าท่อน้ำดีของลูกบริบูรณ์ปกติ ด้วยเหตุว่าโรคท่อน้ำดีแคบนั้น ควรจะได้รับการผ่าตัดปรับปรุงอย่างด่วนที่สุด ข้างในอายุ 2 เดือน เพื่อเป็นการป้องกันและยังเป็นการไม่ให้มีการตันในท่อน้ำดี แล้วเป็นโรคโรคตับแข็งตามมาเมื่อลูกโต

          – ชำระล้างภาชนะใส่ของกินของลูกให้ดี เมื่อล้างเสร็จและจากนั้นก็ควรที่จะนำไปผ่านน้ำร้อนเพื่อฆ่าเชื้อโรคอีกขั้น แล้วก็ตรวจเช็กให้เชื่อมั่นเหตุว่า ของกินของลูกนั้นปรุงสุกแล้วก็สดใหม่ทุกคราว

          – คุมโภชนาการให้สมควร ไม่สมควรให้ลูกรับประทานของหวาน ของกินรสเค็มจัด ของกินรสเผ็ดจัดเยอะเกินไป เพราะว่านอกเหนือจากจะมีผลให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนแล้ว ยังอาจมีไขมันสะสมพอกที่ตับ หรือร่างกายกำเนิดอาการบวมน้ำได้อีกด้วย

          – เมื่อลูกโตจนถึงรู้เรื่องรู้ราว ควรจะสอนให้ทราบโทษของยาเสพติดแล้วก็เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆจะได้ไม่ไปข้องแวะ จนกระทั่งเป็นผลร้ายต่อสถาพทางร่างกายในอนาคต

โรคตับแข็ง

ลูกท้องโต เป็นลักษณะของสภาวะโรคตับแข็งในเด็กตัวเล็กๆหรือไม่ ?

          ถึงแม้อาการท้องโต ท้องบวม ท้องแข็ง จะเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของโรคตับแข็งก็จริง แม้กระนั้นมิได้แปลว่า เด็กที่มีลักษณะอาการแบบงี้จะเป็นโรคโรคตับแข็งกันทุกคนนะคะ บางบุคคลบางทีอาจเพียงแค่อาการท้องอืด ท้องอืดท้องเฟ้อ ของกินไม่ย่อยเพียงเท่านั้น ซึ่งเมื่อพบว่าลูกของพวกเราท้องโตแล้ว อันดับแรกม่าม้าจำเป็นต้องควบคุมสติ อย่าพึ่งจะเป็นทุกข์มากเกินความจำเป็น แล้วรอพินิจลักษณะของลูกไว้ให้ดี ถ้าหากผ่านไป 1-2 วันแล้วเด็กถ่ายปกติ ไม่มีอาการแต่เดิมของโรคตับแข็งอย่างที่พวกเราบอกไปข้างต้น แล้วกลับมาเบิกบาน รวมทั้งทานอาหารได้ธรรมดา ก็หายห่วงได้เลย

          แม้กระนั้นถ้าหากว่าลูบคลำท้องแล้วพบก้อนแข็งปูดโปนเปลี่ยนไปจากปกติ หรือลูกมีลักษณะอาการซึม รับประทานข้าวแล้วอ้วก ก็ให้รีบพาไปพบหมอโดยทันที จะได้ตรวจเลือดหรือกระทำวิเคราะห์อื่นๆเพื่อหาปัจจัยว่าเป็นโรคโรคตับแข็ง หรือมีโรคแทรกรุนแรงอื่นๆด้วยหรือไม่ ดังนี้ ก็เพื่อให้เกิดความปลอดภัยของคุณลูก และก็ความไม่รู้สึกกลุ้มใจของตัวคุณพ่อและก็คุณแม่เองด้วยนะคะ

ข้อมูลที่ได้รับมาจาก : childrenshospital.org, chp.edu, bumrungrad.com

Related posts